เลิกเรียกมันว่า Chatbot: ทำไม "Agentic AI" คือจุดเปลี่ยนที่ธุรกิจต้องรู้ ถ้าไม่อยากตกขบวน

เลิกเรียกมันว่า Chatbot: ทำไม "Agentic AI" คือจุดเปลี่ยนที่ธุรกิจต้องรู้ ถ้าไม่อยากตกขบวน

Stop Calling It a Chatbot: Why Agentic AI is the Game Changer You Can’t Ignore

 

ในโลกธุรกิจปี 2026 หากคุณยังภูมิใจว่าบริษัทของคุณมี “Chatbot” คอยตอบลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง คุณอาจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงกว่าที่คิด

ทำไมผมนั่งยันนอนยันพูดแบบนั้น?

ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน การมี Chatbot แบบ Rule-based (กด 1 เลือกโปรโมชั่น, กด 2 ติดต่อเจ้าหน้าที่) ถือเป็นมาตรฐาน ต่อมาเมื่อกระแส ChatGPT และ Generative AI เข้ามา เราเริ่มเห็น Chatbot ที่ “พูดรู้เรื่อง” มากขึ้น เข้าใจภาษามนุษย์ ไม่ต้องกดปุ่ม แต่… ปัญหาที่แท้จริงของการบริการลูกค้าเคยถูกแก้ได้จริงหรือ?

ลูกค้าของคุณไม่ได้ติดต่อเข้ามาเพียงเพื่อ “ชวนคุย” หรือ “ถามหาข้อมูล” เท่านั้น แต่พวกเขาติดต่อเข้ามาเพื่อให้คุณ “ทำอะไรบางอย่าง” ให้ (Action) เช่น เปลี่ยนเที่ยวบิน, จองโต๊ะอาหาร, ตามพัสดุที่หายไป หรือเคลมประกัน

Chatbot ยุคเก่า (และแม้แต่ GenAI ทั่วไป) ทำได้แค่ “บอกวิธีทำ” หรือ “ส่งลิงก์” ให้ลูกค้าไปทำเองต่อ แต่ Agentic AI คือจุดเปลี่ยนทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ คุย แต่มันถูกสร้างมาเพื่อ ทำงาน

บทความนี้จะพาคุณดำดิ่งสู่โลกของ Agentic AI เทคโนโลยีที่จะทำให้คำว่า “พนักงานไม่พอ” หายไปจากพจนานุกรมธุรกิจของคุณ

วิวัฒนาการ: จาก “สารานุกรมเดินได้” สู่ “พนักงานเกรด A”

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ผมขอเปรียบเทียบวิวัฒนาการของ AI ในงานบริการลูกค้า ดังนี้ครับ

ยุคที่ 1: The Scripted Bot (หุ่นยนต์ตอบตามบท)

เหมือนพนักงานใหม่ที่ท่องจำบทมาเป๊ะๆ ถ้าลูกค้าถามตรงตามบท ก็ตอบได้ แต่ถ้าลูกค้าถามนอกเรื่อง หรือใช้คำศัพทที่ไม่คุ้นเคย บอทจะ “เออเร่อ” ทันที สุดท้ายจบที่ประโยคคลาสสิก ขออภัยค่ะ ฉันไม่เข้าใจคำถาม”

ยุคที่ 2: The Knowledgeable Consultant (Generative AI)

นี่คือยุคที่เราเพิ่งผ่านมา GenAI เหมือน “ที่ปรึกษาผู้รอบรู้” หรือ “สารานุกรมเดินได้” มันอ่านคู่มือบริษัทคุณมาทุกบรรทัด เข้าใจบริบท อารมณ์ และภาษาแสลง

  • ลูกค้า: “อยากเปลี่ยนตั๋วไปเชียงใหม่ เป็นวันพรุ่งนี้ ทำไง?”
  • GenAI: “ได้ครับ ตามเงื่อนไขตั๋วของคุณสามารถเปลี่ยนได้โดยมีค่าธรรมเนียม 500 บาท คุณสามารถเข้าไปทำรายการได้ที่เว็บไซต์ www… เมนูจัดการบุ๊กกิ้งครับ”
  • ผลลัพธ์: ตอบถูก ตอบดี ภาษาลื่นไหล… แต่ลูกค้ายังต้องไปกดทำเองอยู่ดี

 

ยุคที่ 3: The Capable Agent (Agentic AI)

นี่คือยุคปัจจุบันและอนาคต Agentic AI ไม่ใช่แค่ที่ปรึกษา แต่มันคือ พนักงานฝึกงานระดับหัวกะทิ” (Super Intern) ที่คุณมอบอำนาจให้เข้าถึงระบบหลังบ้านได้

  • ลูกค้า: “อยากเปลี่ยนตั๋วไปเชียงใหม่ เป็นวันพรุ่งนี้ ทำให้หน่อย”
  • Agentic AI: “รับทราบครับ ผมเช็คให้… มีเที่ยวบินว่างเวลา 10:00 น. พรุ่งนี้ มีค่าธรรมเนียม 500 บาท ยืนยันให้ตัดบัตรเครดิตเดิมที่ผูกไว้เลยไหมครับ?”
  • ลูกค้า: “ยืนยัน”
  • Agentic AI: “เรียบร้อยครับ ผมออกตั๋วใหม่และส่งเข้าอีเมลคุณแล้วครับ”
  • ผลลัพธ์: งานเสร็จสมบูรณ์ (Mission Complete) โดยที่มนุษย์ไม่ต้องเข้าแทรกแซงเลย

ความแตกต่างนี้มหาศาลครับ ระหว่าง “การให้ข้อมูล” (Information) กับ “การกระทำ” (Execution) คือเส้นแบ่งระหว่างธุรกิจที่บริการแบบเดิมๆ กับธุรกิจที่บริการแบบ Autonomous (อัตโนมัติอย่างแท้จริง)

Agentic AI ทำงานอย่างไร? (The Brain & The Hands)

หลายคนสงสัยว่า ทำไมจู่ๆ AI ถึงเก่งขึ้นมาจนทำแทนคนได้? ความลับอยู่ที่โครงสร้างการทำงานที่เปลี่ยนไปครับ ในโซลูชันระดับ Enterprise อย่าง Freshworks หรือ Freshchat รุ่นใหม่ การทำงานของ Agentic AI ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ:

ส่วนที่ 1: The Brain (สมอง – Reasoning Engine)

ใช้ LLM (Large Language Model) ขั้นสูง ไม่ใช่แค่เพื่อแต่งประโยค แต่เพื่อ “วางแผน” (Planning) เมื่อได้รับคำสั่ง AI จะคิดเป็นขั้นเป็นตอน (Chain of Thought):

  • ความคิดของ AI: “ลูกค้าอยากเคลมประกัน -> ฉันต้องถามเลขกรมธรรม์ก่อน -> จากนั้นต้องเช็คในฐานข้อมูลว่ากรมธรรม์หมดอายุไหม -> ถ้าไม่หมดอายุ ต้องขอรูปถ่ายความเสียหาย -> แล้วส่งเรื่องเข้าท่อ Approval”

 

ส่วนที่ 2: The Hands (มือ – Tools & Integrations)

นี่คือหัวใจสำคัญ Agentic AI จะไร้ค่าถ้าไม่มี “มือ” ในโลกดิจิทัล “มือ” คือ API (Application Programming Interface) ที่เชื่อมต่อกับระบบหลังบ้านของคุณ ไม่ว่าจะเป็น CRM, ระบบจอง (Booking Engine), ระบบสต็อก (ERP) หรือ Payment Gateway

โซลูชันของ Freshworks อนุญาตให้ AI “เรียกใช้” เครื่องมือเหล่านี้ได้ เปรียบเสมือนคุณให้กุญแจโกดังกับพนักงาน AI เพื่อให้เข้าไปหยิบของได้เอง ไม่ต้องตะโกนเรียกคนมาเปิด

 

ส่วนที่ 3: The Guardrails (กฎระเบียบ – Compliance)

ความกลัวของผู้บริหารคือ “ถ้า AI ทำมั่วล่ะ?” ระบบ Agentic AI มีสิ่งที่เรียกว่า Guardrails หรือรั้วกั้นทางเดิน คุณสามารถกำหนดขอบเขตอำนาจได้ เช่น “ถ้าวงเงินคืนเงินไม่เกิน 1,000 บาท ให้ AI อนุมัติเองได้เลย แต่ถ้าเกินกว่านั้น ให้ส่งต่อผู้จัดการที่เป็นมนุษย์”

นี่คือความยืดหยุ่นที่ทำให้ธุรกิจกล้าใช้ AI ทำงานแทนคน (Autonomous Operation) มากขึ้น

ทำไมธุรกิจต้องสนใจ? (The Business Case)

ถ้าคุณมองว่านี่เป็นแค่ของเล่นไอที ลองดูตัวเลขและความเป็นจริงทางธุรกิจเหล่านี้ครับ

 

1. แก้ปัญหา “คนไม่พอ” (Scalability without Headcount)

สมมติคุณเป็นธุรกิจ E-commerce หรือ Logistics ช่วงแคมเปญ 9.9 หรือ 11.11 ยอดแชทพุ่งจาก 1,000 เป็น 10,000 ข้อความ

  • วิธีเดิม: จ้างพนักงานชั่วคราว (Temp) มาตอบ ซึ่งต้องเสียเวลาเทรน และควบคุมคุณภาพยาก
  • วิธี Agentic AI: ระบบ Scale อัตโนมัติ AI สามารถรองรับ 10,000 เคสพร้อมกันได้ทันที โดยทำหน้าที่เช็คสถานะพัสดุ แก้ไขที่อยู่จัดส่ง หรือรับเรื่องร้องเรียนได้จบกระบวนการ
  • ผลลัพธ์: คุณขยายบริการได้ 10 เท่า โดยต้นทุนพนักงานเท่าเดิม (Zero Headcount Growth)

 

2. บริการ 24/7 ของจริง (True 24/7 Operations)

คำว่า 24/7 ของหลายบริษัทคือ “ทิ้งข้อความไว้ แล้วเราจะติดต่อกลับในวันรุ่งขึ้น”

แต่ในยุค Instant Gratification ลูกค้าที่ทักมาตอนตี 3 เพราะบัตรเครดิตรูดไม่ได้ หรือแอปฯ ล่ม เขาต้องการการแก้ไข เดี๋ยวนี้

Agentic AI ไม่หลับ ไม่ลา ไม่ป่วย และอารมณ์ไม่เสีย มันสามารถ Reset Password, ปลดล็อคบัญชี หรือทำรายการจองให้ลูกค้าได้ทันทีตอนตี 3 สิ่งนี้สร้าง Customer Loyalty ได้มหาศาล

 

3. เปลี่ยน Cost Center เป็น Profit Center

ปกติฝ่าย Customer Service ถูกมองเป็นแผนกที่ “ใช้เงิน” (Cost Center) แต่เมื่อ AI ทำงาน Routine แทนคนได้ ทีมงานมนุษย์ของคุณจะมีเวลาไปทำสิ่งที่สร้างมูลค่าสูงกว่า คือ “การขาย” และ “การสร้างความสัมพันธ์”

นอกจากนี้ Agentic AI ยังสามารถทำหน้าที่ Upsell ได้ด้วย เช่น ระหว่างที่ลูกค้าจองห้องพัก AI สามารถเช็ค Inventory แล้วเสนอว่า “เพิ่มอีก 500 บาท ได้อัพเกรดเป็นห้องวิวทะเล สนใจไหมครับ?” และกดอัพเกรดให้ทันทีที่ลูกค้าตอบตกลง

4. Use Cases: Agentic AI ในโลกความจริง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูตัวอย่างการใช้งานจริงในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ Freshworks สามารถเข้าไปช่วยได้:

  • ธุรกิจท่องเที่ยว & โรงแรม (Travel & Hospitality):
    • สถานการณ์: ลูกค้าติดอยู่ที่สนามบิน ไฟลท์ดีเลย์
    • Agentic AI: รับเรื่อง ตรวจสอบสิทธิ์ประกันการเดินทาง เสนอจองเลานจ์ให้พักรอ หรือทำการจองไฟลท์ใหม่ให้ทันทีโดยเชื่อมต่อกับระบบ GDS ของสายการบิน
  • ธุรกิจการเงิน & ประกันภัย (Finance & Insurance):
    • สถานการณ์: ลูกค้าต้องการซื้อประกันการเดินทางด่วนก่อนขึ้นเครื่อง
    • Agentic AI: ถามจุดหมายปลายทางและวันเดินทาง คำนวณเบี้ย ออกใบกรมธรรม์ และส่ง PDF เข้าอีเมลลูกค้า ภายในเวลา 2 นาที
  • ธุรกิจขนส่ง (Logistics):
    • สถานการณ์: ลูกค้าไม่อยู่บ้านตอนของมาส่ง
    • Agentic AI: ประสานงานกับระบบ Driver App เพื่อแจ้งคนขับให้เลื่อนเวลา หรือเปลี่ยนจุดส่งของเป็นตู้ล็อกเกอร์ใกล้บ้าน โดยที่ Admin ไม่ต้องโทรประสานงานสักกริ๊งเดียว

บทสรุป: อย่ารอให้คู่แข่งแซงหน้า

เทคโนโลยี Agentic AI ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่มันคือ มาตรฐานใหม่” ของงาน Customer Experience (CX)

คำถามสำคัญสำหรับผู้บริหารในวันนี้ไม่ใช่ “เราควรใช้ AI ไหม?” แต่คือ “เราจะเริ่มใช้ Agentic AI อย่างไรให้เร็วที่สุด ก่อนที่คู่แข่งจะแย่งลูกค้าเราไปด้วยบริการที่เร็วกว่าและดีกว่า?”

การเปลี่ยนผ่านจาก Chatbot โง่ๆ มาสู่ Agentic AI ที่ฉลาดและทำงานได้จริง ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ด้วยเครื่องมือ Modern CX Platform อย่าง Freshworks ที่ออกแบบมาให้ธุรกิจสามารถสร้าง AI Agent ได้ง่ายๆ เชื่อมต่อระบบได้รวดเร็ว และเห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ทันที

คุณพร้อมหรือยังที่จะจ้าง “พนักงานดิจิทัล” คนแรกของคุณ?

ถ้าคุณยังนึกภาพไม่ออกว่า Agentic AI จะเข้าไป “คลิก” จองตั๋ว หรือ “กด” คืนเงินในระบบของคุณได้อย่างไร…

 

ผู้เขียนบทความ

คุณพีรยุทธ ย่องซื่อ – Head of Business Application, Sundae Solutions

ประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในฐานะที่ปรึกษาในการวางระบบแอปพลิเคชั่นทางธุรกิจทั้งระบบ CRM และ ERP ให้กับองค์กรต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  Freddy AI: Agentic AI ติดต่อ

Sundae Solutions Co., Ltd.

T| +6626348899  E| sales@sundae.co.th

W| https://www.sundae.co.th/solution/crm-and-customer-experience/freshworks/freshchat/

DISPL 2